Menu

คุยกับ ‘คุณต่อ Predictive’ เด็กเนิร์ดร้านเน็ตฯ โตมายังไง เรียนรู้แบบไหน ถึงได้เป็น CEO

เอาจนได้ ! หลังจากที่มีคนส่งข้อความมาหาแอดว่าอยากลองอ่านคอลัมน์ Career Past ของคุณต่อ ณัฐกรณ์ รัตนชัยสิทธิ์ CEO จาก Predictive บริษัทให้บริการด้านการวิเคราะห์ข้อมูลระดับมืออาชีพบ้าง วันนี้แอดจัดมาตามคำเรียกร้องแล้วฮะ !

จริง ๆ แอดรู้จักคุณต่อครั้งแรกก็ตอนมีโอกาสได้ไปฟังเขาพูดบนเวทีบรรยายเวทีหนึ่ง (ซึ่งจำไม่ได้ว่าเวทีอะไร) เสียดายที่ตอนนั้นฟังมาหลายเวทีจนเบลอแล้วเลยเปิดสมองรับข้อมูลจากคุณต่อได้ไม่เยอะ ความรู้สึกเดียวที่จำได้คือคนนี้คือของแทร่ !

วันนี้ได้มานั่งคุยแบบตัว ๆ ก็พบว่าคุณต่อพูดคุยด้วยง่ายกว่าที่คิด เลยโยนคำถามไปเยอะเลย ใครที่อยากรู้แล้วว่าคุณต่อเขาโตมาแบบใด ใช้ชีวิตยังไงถึงได้กลายมาเป็น CEO ที่เซียนเรื่อง Data และ Technology ได้ถึงขนาดนี้ ไปอ่านกันเลยฮะ ! อ่ะ โฮ โฮ โฮ ~ 


อายุ 12 เขียนเว็บ จากคอมร้านเน็ตฯ จนมีเช็ก 100$ เป็นของตัวเอง !

ความจริงคุณต่ออาจจะไม่ใช่คนเนิร์ด ๆ แต่แอดสัมผัสได้ถึงความ Geek ของคุณต่อเกี่ยวกับเรื่อง Technology ตั้งแต่ได้เห็นคุณต่อครั้งแรกบนเวทีบรรยายเวทีแล้วล่ะ ! วันนี้ได้มาจับเข่าคุยก็เลยขอลองถามถึงที่มาของความสนใจด้านนี้กันสักหน่อย

คุณต่อเล่าให้ฟังว่าตัวเองมีแพชชั่นเรื่อง Data และ Technology มาตั้งแต่อายุ 12 ขวบแล้ว ชอบคอมพิวเตอร์มาตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ โตขึ้นมาหน่อยก็ได้สัมผัสกับการใช้อินเทอร์เน็ตในร้านคอมฯ หลังจากเสียค่าเน็ตฯ ไปวันละ 40-50 บาท ถ้าเราเสียเงินให้มันได้ เราก็น่าจะหาเงินจากมันได้ ก็เลยไปลองทำตัว Amazon Affiliate (โปรแกรมให้นายหน้าช่วยโปรโมตขายสินค้าแบบนี้เขามีมานานแล้วเหมือนกันนะเนี่ย ! ) ลองเขียนโค้ด ทำเว็บ แปะแบนเนอร์ จดโดเมน บิ้วด์ SEO ด้วยตัวเองก็เริ่มมีรายได้ขึ้นมา  มีเช็กมูลค่า 100 เหรียญ (หรือประมาณ 3,610 บาทในปัจจุบัน) เป็นของตัวเอง

ขอบคุณรูปภาพจาก Nuttakorn Rattanachaisit


จับงาน Data ครั้งแรก เพราะถ้าจะทำ Ads ให้เว็บ ต้องรู้จักวิเคราะห์พฤติกรรมให้เป็น

พอทำ Affiliate ผ่าน SEO  แล้วได้เงินเยอะ เลยอยากลองทำโฆษณาดึงคนเข้าเว็บไซต์ดูบ้าง สมัยนั้นยังไม่มี Google Ads เลยด้วยซ้ำ Goto.com เลยเป็นเครื่องมือโฆษณาที่คุณต่อได้ลองจับเป็นตัวแรก ก็ลองใช้เงินลงทุนไปจริง ๆ เลย ตอนนั้นแหละเป็นครั้งแรกที่คุณต่อได้เริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับงาน Data เพราะอยากวิเคราะห์พฤติกรรมของคนที่คลิกเข้ามาว่าเราต้องลงเงินลงไปยังไงคนถึงจะได้เข้ามากด Affiliate เรามากขึ้น ซึ่งมันยากตรงที่สมัยนั้นยังเป็นข้อมูลดิบ ๆ แถมยังมีพวกบอท/สแปมเข้ามาเป็นอุปสรรคทำให้ข้อมูลที่ได้ไม่ได้ถูกต้อง 100% เทียบเท่าเทคโนโลยีปัจจุบัน

ทั้งหมดที่เล่ามานี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงคุณต่ออายุ 13-14 ปีเท่านั้น ที่นอกจากจะเรียนม.ต้นตามหลักสูตรปกติแล้ว คุณต่อยังตามไปอ่าน Text Book ลงคอร์สเรียนออนไลน์ ลงเรียนกับต่างชาติด้วยตัวเองเพิ่มเติมด้วยฮะ อ่ะโฮ !~ เรียนรู้หนักตั้งแต่เด็กเลย

คุณต่อบอกว่าปัจจุบันก็ยังไม่หยุดเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพราะ Predictive เป็นบริษัท Tech Consult จะหยุดนิ่งไม่ได้เลย เพราะเทคโนโลยีมันเปลี่ยนตลอด ต้องเท่าทันในทุก ๆ ด้าน ถึงจะให้บริการลูกค้าธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“เทคโนโลยีเปลี่ยน Customer Journey ก็เปลี่ยน
เราหยุดนิ่งไม่ได้ เพราะเทคโนโลยีมันเปลี่ยนตลอด
มันต้องทำ เราไม่มี Mindset ที่ว่าเราไม่เคยทำแล้วเราทำไม่ได้”

ฟังแล้วเข้าใจเลยฮะ เพราะแอดแอบลองไปส่องเว็บบริษัท Predictive ดู ตอนแรกเข้าใจว่าบริษัทจะซัปพอร์ต Technology และ Data ให้กับงานฝ่ายการตลาดอย่างเดียว แต่กลายเป็นว่าแม้แต่งานเกี่ยวกับการเงิน หรือแม้แต่งานฝ่ายบุคคล หรือฝ่ายกฎหมายโดยเฉพาะ PDPA ทาง Predictive ก็มีบริการให้คำปรึกษาและ Solution รวมถึงเครื่องมือที่ Predictive พัฒนาขึ้นมาเองด้วย เรียกว่าบริการครอบคลุมทั้งธุรกิจเลย แล้วแบบนี้จะหยุดไฟแรงได้กี่โมง ~

ขอบคุณรูปภาพจาก Predictive


เรียน Marketing มาแบบใด ผ่านการทำงานมาแบบไหน ถึงเปิด Tech Company เป็นของตัวเองได้

จาก ด.ช. ณัฐกรณ์ ในวันนั้น โตขึ้นมาถึงวัยเป็นหนุ่มมหาลัย หลายคนอาจคิดว่าเขาคงจะลุยเรียนอะไรที่เกี่ยวข้องกับแพชชั่นตอนนั้นของตัวเองใช่ไหมฮะ ผิดคาดที่ตลอดเส้นทางการเรียนปริญญา คุณต่อลงเรียนคณะสาขาที่เกี่ยวกับการบริหารหรือการตลาดมาตลอด

ขอบคุณรูปภาพจาก Nuttakorn Rattanachaisit

ส่วนความรู้เรื่อง Technology  คุณต่อบอกว่าจริง ๆ เรียนรู้ศาสตร์นี้ได้เยอะกว่าจากสนามงานจริงไม่ใช่จากบทเรียนในหลักสูตร เน้นลองผิดลองถูกเอง จนได้เข้าไปทำงานบริษัท Online Travel Agancy (OTA) พอออกมาก็เริ่มเข้าสู่สาย Consult ด้าน Digital ได้เข้าไปทำงาน Agency แล้วช่วยดูแลประสิทธิภาพของฝ่ายการตลาดด้วย (เนี่ย พอเรามีความรู้เรื่อง Data ด้วย Technology ด้วย บวกกับความเข้าใจเรื่องธุรกิจอีกนี่เหมือนติดบัพให้ตัวเองเลยนะฮะ)

ซึ่งประสบการณ์ทำงานกับทั้ง OTA และ Hospitality Agency ในช่วงนั้น (15 ปีที่แล้ว) ก็ทำให้คุณต่อเรียนรู้เรื่อง Customer Journey มาเยอะเลย

แน่นอนว่าพอเราเก่งจนโดดเด่น ก็จะมีโอกาสใหม่ ๆ เข้ามามากขึ้น อย่างคุณต่อเองก็มีแมวมองจากสิงคโปร์มาดึงตัวคุณต่อให้ไปร่วมงานในทีม Consulting ด้วย ทำให้ได้เก็บประสบการณ์กับ Global Project หลากหลาย ตอนนั้นก็เนื้อหอมมาก มีคนอยากให้ไปเซต Data Structure (โครงสร้างการเก็บข้อมูลของธุรกิจ) ให้เยอะ เพราะคุณต่อยังเป็นคนแรก ๆ ที่มาแตะเรื่อง Data Analytics ตั้งแต่ยังไม่มี Google Analytics นู่นเลย

ขอบคุณรูปภาพจาก Predictive


บริษัท Tech ก็ใช้ Martech มาช่วยทำงานเหมือนกัน

พอพูดเข้าเรื่อง Tool ต่าง ๆ แล้ว แอดเลยแอบสงสัยอีกว่า ใน Tech Company ที่มี Technology เป็นของตัวเองอยู่แล้วเนี่ย มีการหยิบ Martech ตัวไหนมาใช้ช่วยในการทำงานอีกบ้าง คุณต่อก็แนะนำ Martech ที่บริษัทใช้อยู่มาให้ 1-2 ตัว

  1. Jira เป็น Project Management Tool ที่เอามาใช้แทนการส่งงานผ่าน Email เพราะ Jira มีส่วนงานหลัก-งานย่อย ที่ลากวางอัปเดตความคืบหน้างานได้ง่าย ๆ คล้ายกับ Trello เลย งานไหนที่เป็นคอขวดทุกคนก็จะเห็นว่าตอนนี้มันติดอะไรอยู่

แล้วยิ่งเป็นบริษัทให้คำปรึกษาที่ต้องมีเรื่องเวลาให้บริการมาเกี่ยวข้อง ก็ต้องลงบันทึกไว้ว่าเราใช้เวลาจัดการงานนั้น ๆ ไปเท่าไหร่ ไม่งั้นก็จะตรวจสอบรายได้ลำบาก

  1. Slack เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ทีม Predictive ใช้คุยงานกันมาตั้งแต่ Day 1 ไม่มีการคุยงานส่งงานผ่านไลน์เลย (ก็ว่าทำไมติดต่อคุณต่อย้ากยาก~)

อยากเปิด Tech Startup พร้อมรึยังกับ ‘ความเสียสละ’ ที่ผู้บริหารต้องเผชิญ

สำหรับบางคนที่ได้ติดตาม CEO Tech Company มาหลากหลาย คำคมดี ๆ แนวคิดโดน ๆ ชักจะปลุกไฟประธานบริษัทในตัวขึ้นมาแล้วต้องเตรียมตัวเองยังไงบ้าง คุณต่อมีเบรกมานิดนึงว่า ก่อนที่จะไปเตรียมตัวทำบริษัท ให้ลองคิดทบทวนดูอีกทีก่อน ย้อนมาดู Concept ให้ชัดเจนว่าเราอยากจะทำอะไร ลองมาสำรวจตัวเองว่าเรามี Passive Skill ด้านไหนบ้าง ปัญหาที่เราจะไปแกะออกมามันมีอยู่จริงรึเปล่า

“คิดก่อนว่าสิ่งที่เราอยากทำเป็นธุรกิจ
มันมีตลาดรึเปล่า มันมีคนต้องการจริง ๆ ไหม 
หรือมีแค่เราที่คิดว่ามันเจ๋งไปคนเดียว”

ถ้าชัวร์แล้วก็เริ่มต้นได้จากการลองผิดลองถูกเลย ก็ต้องคิดว่าสกิลเรามันมีมากพอไหม ตัวสินค้าเองก็ต้องรู้ให้รอบคอบว่ามันมีแบบไหนบ้าง Market Segmentation เป็นยังไง มี Use Case อะไรบ้าง Business Model ควรเป็นแบบไหน ฯลฯ

ขอบคุณรูปภาพจาก Nuttakorn Rattanachaisit

ปี 2024 นี้นับว่า Predictive เปิดมาได้ 12 ปีแล้ว ปัจจุบันทีมขยายใหญ่ขึ้น คุณต่อก็โยกไปเน้นงานบริหารอย่างเดียวแล้ว ยกเว้นบางโปรเจกต์ที่สนุกมาก ท้าทายมาก คุณต่อก็จะลงมาช่วยคุมทีมเองด้วย ทุก ๆ ไตรมาสก็จะเข้าไปคุยกับลูกค้า แชร์ข้อมูลกันว่าเขาอยากโตไปยังไงใน 3-4 ปีข้างหน้า แล้วก็เอาส่วนนั้นมา Mapping กับทีม Operation ของเราอีกทีหนึ่ง

“ถ้าเป็นผู้บริหารแล้วทิ้งห่างจากงานลูกค้าไปเลย
ผมเชื่อว่ามันจะทำให้ผมโง่ลง”

คุณต่อบอกว่า พอเป็นผู้บริหารก็มีบางเรื่องที่เราต้องทำความเข้าใจและเสียสละ (เอาจริง ๆ ฟังแล้วเรียกว่า ปลง น่าจะตรงกว่า) เช่นบางงานเรามีองค์ความรู้เข้มข้นกว่าคนในทีม ถ้าลงมือทำเองก็คงใช้เวลาไม่นาน แต่ความจริงมันทำแบบนั้นไม่ได้ ผู้บริหารต้องปล่อยให้ทีมได้เรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะตัวเอง เพราะสุดท้ายแล้วบริษัทมันจะเติบโตได้ เราต้อง Empower คนให้เขามีความรับผิดชอบและเรียนรู้ด้วยตัวเองให้ได้ด้วย คือต้องปล่อยวางให้เป็นนั่นล่ะฮะ ~


Soft Skill ฉบับ CEO เป็นผู้บริหารใครก็เป็นได้ แต่ผู้บริหาร Tech Startup ที่ดี ต้องแบบไหนถึงจะไปรอด !?

นอกจากความพร้อมเรื่องธุรกิจและ Hard Skill แล้ว คนขายเก่ง ทำงานเก่ง ก็ใช่ว่าจะบริหารธุรกิจเก่งเสมอไป แอดเลยถือโอกาสนี้คุยกับคุณต่อว่านอกจากความพร้อมของสมองและจิตใจที่ได้คุยกันไปแล้ว 3 อย่างนี้คือ Soft Skill ที่คุณต่อคิดว่าควรจะมีในตัวผู้บริหาร Tech Startup ด้วย

  1. Empathy ที่เราต้องเข้าใจภาพในหัวของคนอื่น เช่นลูกค้าเรามีความกังวลอะไร มีอะไรที่ท้าทายเขาบ้าง เช่นเดียวกับสมาชิกทีมเราในฐานะผู้บริหารก็ต้องฟังและตัดสินว่าส่วนไหนที่ควรรักษาไว้ ส่วนไหนที่ควรปรับปรุงแล้วมาคิด Solution ต่อ
  1. Analytical Skill เป็นสกิลที่ควบคู่มากับ Empathy คือความสามารถในการคิดวิเคราะห์ว่ามันมีเฟรมเวิร์กอะไรที่จะมาช่วยให้เราตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพบ้าง 
  2. ยิ่งเป็นสาย Data ยิ่งต้องตั้งคำถามให้เป็น เพราะสุดท้ายถ้าเราต้องการเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ ก็ต้องตั้งคำถามที่ถูกต้องซึ่งจะมาจากความสงสัย มันต้องเอ๊ะว่าตัวเลขนี้มันมีที่มาที่ไปอย่างไร อย่าไปให้ข้อมูลมันหลอกเรา

คุณต่อเล่าให้ฟังว่าเคยมีบางคนดีใจกับ Bounce Rate (อัตราการกดออกจากเว็บหลังจากดูเนื้อหาแค่หน้าเดียว) ต่ำเพียง 0.5-1.0% ไปดูอีกทีสรุปว่าติด Tagging ผิดฮะ ข้อมูลก็เลยเพี้ยนซะงั้น ~


คิดดีรึยัง ก่อนจะย้ายสายงาน ถามตัวเองก่อนว่าอะไรคือเป้าหมายชีวิตของเรา ?

หลังจากเมาท์มอยกับคุณต่อไปสักพัก ก็ถึงคำถามที่แอดหยิบไปถามพี่ ๆ ทุกคนในคอลัมน์ Career Past นี้ถึงมุมมองของการเปลี่ยนสายงาน เพราะแน่นอนว่าเมื่อเราเห็นทางแยกของชีวิตที่มีหมอกบังอยู่ข้างหน้าแล้วอยากจะลองท้าทายตัวเองดู ก็มักจะเกิดความลังเลว่าจะเอาไงดี จะย้ายสายดีไหม

คุณต่อก็ให้แง่คิดมาซึ่งต่างจากคนอื่น ๆ ที่แอดเคยสัมภาษณ์ ว่าก่อนตัดสินใจก็ต้องดูเรื่อง Motivation ของความคิดเราตอนนั้นก่อนว่าจริง ๆ แล้วการที่เราย้ายสายไป มันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรกับตัวเรา ? บางคนก็คิดแบบระยะสั้นเกินไป สุดท้ายกลายเป็น Job Hobber ที่ 2-3 เดือนก็ออกจากงานทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทันได้เรียนรู้อะไรเลย

ลองมองแผนชีวิตเราก่อนว่าเราอยากจะโตไปเป็นอะไร สมมติว่าอยากเป็น Specialist แล้วการเปลี่ยนงานไปมามันจะช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายนั้นไหม หรือถ้าอยากเป็น Generalist ก็ลองคิดว่ามีความจำเป็นต้องเปลี่ยนสายรึเปล่า ลองเทียบดูกับการที่เราไปทำงานในที่ที่ทำให้เราได้จับงานหลาย ๆ โปรเจกต์ซึ่งทางนี้ก็ทำให้เราเป็น Generalist ที่สมบูรณ์ได้เหมือนกัน แล้วเราเหมาะกับแบบไหน

ขอบคุณรูปภาพจาก Predictive

คุณต่อบอกว่าสุดท้ายมันก็คือการเสียสละของตัวเอง อย่างตอนเขาไปทำงานเป็น Consultant ที่สิงคโปร์ บางวันก็ได้นอนตี 5 ตื่นมาประชุม 7 โมงเช้า ได้ดูงานของ Global Brand ได้ทำงานหนัก เจอแรงกดดันหนัก ๆ จึงกลายมาเป็นคุณต่อวันนี้ได้

“ลองวางแผนอนาคตดูว่างานในฝันของเรา
มันต้องการความรู้ สกิล หรือคุณสมบัติอะไรบ้าง
แล้วถึงจะได้รู้ว่าเราต้องเดินในสายงานไหน ใช้ชีวิตยังไง”


แอดได้มีโอกาสได้คุยกับคุณต่อแล้วรู้เลยว่าเขาเป็นอีกคนที่ทุ่มเทให้กับการเรียนรู้จากการลงมือทำจริงสุด ๆ ลองทำทุกอย่างเองตั้งแต่เสียงยังไม่แตกหนุ่มเลยมั้ง ปัจจุบันการได้เป็น CEO ของบริษัท Predictive ได้ตอบแทนความทุ่มเทและตั้งใจทำงานของคุณต่อแล้ว

หลังจากนี้ถ้าแอดได้ไปเจอคุณต่อบนเวทีบรรยายที่ไหนอีกก็คงจะตั้งใจฟังให้มากกว่าเดิม เพราะรู้แล้วว่าความรู้ทั้งหมดที่แชร์ออกมา มาจากประสบการณ์ลงมือทำจริงล้วน ๆ (ถึงบางครั้งจะบรรยายภาษาเทพเกินจนความเข้าใจแอดไปไม่ถึงก็เถอะ T T ฮ่า ๆ ๆ )

Author

RELATED ARTICLES

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save