บริษัท Data Tech ของคนสมาร์ท คูล ๆ ‘RealSmart’ ที่ไม่ได้มีดีแค่ Marketing แต่ด้วยประสบการณ์ที่หลากหลายของผู้บริหารและสมาชิกทีม ทำให้บริษัทรู้จักใช้นวัตกรรมมาสร้างสรรค์งานให้ลูกค้าได้อยางรวดเร็ว !
การมีทีมที่ดีแบบนี้ย่อมเกิดจากจากผู้นำที่ดีอย่างคุณ มิ้น อุกฤษฎ์ ตั้งสืบกุล ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหาร RealSmart ที่ปั้นคนให้มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่แน่นปึ้ก ! จนทำให้ Real Smart กลายเป็นที่ปรึกษา Data Tech ที่สร้างสรรค์กลยุทธ์ Marketing พร้อมให้บริการโซลูชัน AI นวัตกรรมการตลาดยุคใหม่ ที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจด้วยการหยิบ Data และ AI มาปรับใช้ในงาน Marketing และสร้างผลลัพธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ! อะโฮ~
ในคอลัมน์ Career Past วันนี้แอดเลยขอชวนคุณมิ้น มาคุยเรื่องราวสมัยหนุ่ม ๆ จากชายธรรมดาคนหนึ่งที่แค่อยากทำงานตามฝันการเป็นช่างภาพของตัวเอง กลายมาเป็นผู้บริหาร ที่ปรึกษา Data Tech และผู้ให้บริการโซลูชั่นด้าน AI และ Brand Protection ชั้นนำของไทยได้อย่างไร ไปอ่านเรื่องราวของเขากันได้เลยฮะ ! อะโฮ~
เด็กวิทย์เคมีจุฬาฯ กับปริญญา 2 ใบที่ US ที่เป็นสะพานให้งานช่างภาพในฝัน
ก่อนจะมาเป็น Co-Fouder RealSmart คุณมิ้นเขาเคยมีความฝันอยากเป็นช่างถ่ายภาพมาก่อน แต่ความฝันนี้แหละที่ทำให้คุณมิ้นเขามีโอกาสได้เดินมาเจอเส้นทางอาชีพปัจจุบัน

ย้อนไปตั้งแต่ช่วงมหาวิทยาลัย คุณมิ้นเป็นนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ สาขาเคมีเทคนิคที่ร่วมจอยในชมรมถ่ายภาพระหว่างการเรียนด้วย พอเรียนจบวิทยาศาสตร์จากที่นี่แล้วก็ไปเรียนต่อที่อเมริกา โดยเลือกเรียนปริญญาโท 2 ใบพร้อมกัน เป็น Duo Degree ที่เรียนแบบอัดแน่นตลอด 2 ปีครึ่งเพื่อใบปริญญา 2 ใบ คือ Master of Art in International Trade (คล้าย ๆ เศรษฐศาสตร์การค้าระหว่างประเทศ) กับ MBA ซึ่งสลับกันเรียน 8 โมงเช้า – 5 โมงเย็น ต่อด้วย 6 โมงเย็น – 4 ทุ่ม
ถึงจะเรียนหนักขนาดนี้ แต่คุณมิ้นก็ยังยืนยันว่าการไปเรียนปริญญาโทที่ต่างประเทศครั้งนี้เป็นเพียงสะพานให้เขาได้ทำสิ่งที่ชอบ นั่นก็คือการถ่ายภาพและงานที่ได้ทำเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
“เราทั้งเรียนวิทยาศาสตร์มา และผ่านการเรียนรู้ถ่ายภาพด้วยตัวเอง
กลายเป็นความคิดที่มีทั้ง Logic และ Art
ซึ่งตอนนั้นเราก็ไม่รู้หรอกว่าอนาคตจะได้เอามาใช้”
ด้วย Passion ที่ลุกโชนขนาดนี้ คุณมิ้นก็ไม่ปล่อยให้เวลาที่อยู่ต่างประเทศสั้น ๆ ต้องเสียเปล่า แต่พยายามเก็บประสบการณ์ก่อนกลับไทยให้ได้มากที่สุด โดยหลังจากการเรียนคลาสสุดท้ายตอน 4 ทุ่ม คุณมิ้นยังแบ่งเวลานอนไปให้กับการทำงาน Help Desk (ศูนย์ซัปพอร์ต ช่วยเหลือ และแก้ปัญหา) ในห้องสมุด ตั้งแต่ 4 ทุ่ม – ตี 2 อีกด้วย ! ใครทุ่มเทได้มากกว่านี้อีกฮะ

คุณมิ้นเล่าให้ฟังว่า แม้งาน Help Desk จะได้รายได้ไม่เยอะเท่างานร้านอาหารที่เขาฮิต ๆ ทำกัน แต่งานนี้ก็ทำให้เราได้มีประสบการณ์จัดการกับปัญหาใหม่ ๆ เยอะมาก งานช่างภาพฟรีแลนซ์ที่รับมาทำบ้างประปรายก็ทำให้ได้เรียนรู้สังคมจากการเดินทาง ส่วนการเรียนก็ช่วยพัฒนาทักษะการ Research และฝึกฝนนิสัยรักการอ่าน ทั้งหมดนี้ทำให้เป้าหมายการไปต่างประเทศของคุณมิ้นคอมพลีทสุด ๆ ฮะ (ถ่ายรูปเก่งขึ้น จบปริญญาโท และทำงานคอมพิวเตอร์ได้)
ควบ 3 งานตั้งแต่เรียนจบ เหมาหมดตั้งแต่ เซลล์ ช่างภาพ คอลัมน์นิสต์
หลังจากเรียนจบพร้อมเก็บประสบการณ์มาเต็มอิ่มแล้ว เมื่อเข้าสู่โลกของการทำงาน งานแรกของคุณมิ้นคือการเป็นเซลล์ขายซอฟต์แวร์ CRM และดูแลลูกค้า แต่แค่งานเดียวยังไม่พอ คุณมิ้นยังคงรับงานช่างภาพฟรีแลนซ์อยู่เรื่อย ๆ จนบังเอิญมีภาพหนึ่งนั่นก็คือภาพก่อนตึกเวิร์ลเทรดถล่มที่คุณมิ้นมีความเห็นว่าผลงานถ่ายภาพนี้จะเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ได้แน่ ๆ จึงได้ติดต่อไปคุยกับ บก. นิตยสารต่าง ๆ จนสุดท้ายก็มีนิตยสารที่เสนอให้คุณมิ้นเข้ามาทำเป็นคอลัมน์นิสต์ให้ด้วย สรุปว่าในช่วงเวลาเดียวกันคุณมิ้นเหมาทั้งงานเซลล์ งานถ่ายภาพและงานคอลัมน์นิสต์ที่ต้องส่งงานให้อย่างต่อเนื่อง

จนเมื่อจังหวะที่จะได้เฉิดฉายมาถึง คุณมิ้นได้รับคำเชิญชวนให้เอาภาพถ่ายไปโชว์ที่งานแสดงในญี่ปุ่น เลยตัดสินใจเด็ดขาดขอยื่นใบลาออกกับหัวหน้าทันทีเพื่อไปเรียนภาษาและหาเลี้ยงตัวเองด้วยการขายภาพถ่ายที่ญี่ปุ่นเป็นเวลา 3 เดือน ทำงานไปสักพักก็คิดอยากให้มีกิจกรรมแบบนี้ในไทยบ้าง พอไปคุยกับทางผู้จัดงานเขาเลยขอให้คุณมิ้นช่วยทำโฆษณาของงานในประเทศไทยให้ซะเลย ! นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นแรกของการจับงาน Digital Marketing ของคุณมิ้นเลยฮะ อะโฮ~
“จุดเปลี่ยนคือเริ่มรู้สึกว่าเราไม่ชอบที่จะเป็นพนักงานประจำ
เราอยากเป็นช่างภาพ แต่ไม่ได้เป็นสักที
เลยลาออกมาทำเต็มเวลาซะเลย !”

ท้าทายไม่ว่า เสียหน้าไม่ยอม ! โอกาสไหนมาก็รับปากไปก่อน ใช้ความเชื่อเป็นตัวนำว่าทำได้ !
นอกจากงานโฆษณานิทรรศการถ่ายภาพที่คุณมิ้นใช้วิธีการโปรโมตด้วยการแปลเว็บไซต์เป็นภาษาไทยแล้ว หลังจากนั้นคุณมิ้นก็รับงานโปรโมตอื่นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ รวมไปถึงพวกงาน Presentation ด้วย
มีครั้งหนึ่งที่คุณมิ้นได้รับงานใหญ่มาจากมหาวิทยาลัยที่ต้อง Pitching งานแข่งกับผู้ผลิตเจ้าอื่น แล้วถ้าพูดถึงการ Pitching ก็ต้องมีทั้ง Storyboard, Refference, Voice Over และอีกหลายงานของหลายตำแหน่ง แต่ตอนนั้นทั้งโปรเจกต์มีแค่คุณมิ้นกับกราฟิกอีกหนึ่งคนที่ต้อง Handle การ Pitching ครั้งนี้
จากงานใหญ่สุดท้าทาย กลายเป็นบทเรียนที่ทำให้คุณมิ้นเข้าใจกระบวนการทำงานของสาย Production มากขึ้น แต่ตอนนั้นก็ยังไม่ได้จัดตั้งทีมเป็นบริษัทจริงจัง จนมีเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ต้องลุยเปิดเอเจนซีของตัวเอง

นั่นคือเมื่อคุณมิ้นเริ่มรับรู้ว่าลูกค้าบางเจ้าให้คุณค่าระหว่างงานของคุณมิ้นกับ Agency เจ้าอื่นไม่เท่ากัน ด้วยคำพูดที่ว่า “เขาเป็นเอเจนซีเขามีค่าความคิด แต่คุณมิ้นไม่ใช่เอเจนซีคุณมิ้นจะมาคิดค่าความคิดไม่ได้” หลังจากนั้นก็เหมือนมีไฟลุกโชนในตัว แม้ว่าจะยังไม่ได้ตั้งบริษัท แต่คุณมิ้นก็เปลี่ยน Mindset ของคนในทีมให้เชื่อว่าตอนนี้เราคือเอเจนซี ทำงานแบบเอเจนซี รับงานแบบเอเจนซี คิดเงินแบบเอเจนซีไปเลย แล้วก็ลองผิดลองถูกจนได้เป็นบริษัทเอเจนซีอย่างที่ต้องการโดยค่อย ๆ ปรับกันไป
“หลักสำคัญคือผลขับเคลื่อนชีวิตด้วย ความเชื่อ
เราต้องเชื่อก่อนว่าเราทำได้ เราเป็นได้
แล้วเราก็หาทางลงมือทำให้ความเชื่อเราเป็นจริง”
เรียน รู้ แบ่งปัน สูตรการเติบโตของเอเจนซี สู่ที่ปรึกษา Data Tech ชั้นนำ แบบ RealSmart !
เมื่อคุณมิ้นมีประสบการณ์เกี่ยวกับการทำเว็บไซต์มากพอแล้ว ก็เป็นช่วงที่ Social Media เริ่มเข้ามามีบทบาทในตลาดไทยมากขึ้น คุณมิ้นก็เลยได้เรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ข้อมูลทำการตลาดบน Facebook แล้วเป็นที่ปรึกษาให้กับแบรนด์ต่าง ๆ เช่นเดียวกับ Google ที่ตัวเองลงทุนบินไปเรียนถึงมาเลเซีย กลับมาไทยจึงได้เป็นพาร์ทเนอร์ผู้สอนใช้ Google Ads และ Google Analytics ในโครงการ Google Partner Academy ด้วย

ตอนที่สอนการใช้ Facebook, Google ข้อมูลที่เอามาใช้สอนก็เป็นข้อมูลจริงที่เก็บรวมรวมขึ้นมาจากประสบการณ์ซื้อโฆษณาให้ลูกค้ามาหลาย ๆ ปี และข้อมูล Earned Media (Social Listening) จากบริษัทที่รู้จักกัน โดยต่อมาได้ผนวกรวมกันกลายเป็น RealSmart บริษัทเอเจนซีให้คำปรึกษาด้านการตลาดที่มีความเข้มแข็งเรื่องข้อมูลมากขึ้น
พอยุคของ Ai เข้ามา คุณมิ้นมองเห็นว่ามันเป็นกระแสเดียวกับตอนที่ Facebook เข้ามาในไทย และคิดว่าถ้าเราจะยกระดับการใช้ Data ด้วย AI แล้วจะเอาไปสอนหรือทำงานให้กับลูกค้า ก็ต้องเริ่มใช้ที่ในริษัทตัวเองก่อน ควบคู่ไปกับการทำ Sentiment Analysis ที่มีอยู่แล้ว ทำให้ทีมพัฒนาความรู้เรื่องการใช้ AI ได้อย่างรวดเร็ว
“เราเชื่อ แล้วเราก็ใส่กระบวนการเรียนรู้เข้าไป
พอเรียนรู้สำเร็จ ก็เอาความรู้นั้นมาย่อย
ให้คนอื่นสามารถทำตามเราได้”

AI Mindset โอกาสของคนทำงาน Data ที่ไม่หยุดพัฒนาในสายอาชีพ
จากที่อ่านมาจะเห็นว่าสิ่งแรกที่เป็นก้าวแรกในการเติบโตไปในทางไหนก็ตามของคุณมิ้นจะเริ่มต้นด้วย ‘ความเชื่อ’ ก่อนเสมอ ความจริงมันก็คือ Growth Mindset ที่เชื่อว่าเราจะพัฒนาไปในทางใหม่ ๆ ได้เสมอนั่นเอง
“ทุกอย่างที่เราทำมันเกิดจากคำพูด
ทุกอย่างที่เราพูดมันเกิดจากความคิด
ถ้าเราเปลี่ยนความคิดและคำพูดได้
เราก็จะเปลี่ยนการกระทำได้”
อย่างหลายคนอาจจะติดกับดักความคิดว่าเราเก่ง Data อยู่แล้ว ไม่ต้องใช้ AI ก็ได้ คุณมิ้นบอกว่าสิ่งที AI อาจจะทำได้ดีและไวกว่าเราคือการแกะอัลกอริทึ่ม ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ความรู้ทางเทคนิค แต่เป็นกระบวนการคิดเป็นตรรกะที่เราสามารถสอนให้ AI ทำแทนเราได้ พอเรามองเห็นความเป็นไปได้อย่างนี้แล้ว คำถามต่อไปคือ เราจะทำเองหรือจะหาคนที่ทำได้มาทำ

ถ้าอยากเริ่มลองใช้ AI คุณมิ้นแนะนำให้ลองใช้จาก AI ตัวฟรีง่าย ๆ เพื่อทำความคุ้นชินก่อน แล้วค่อยอัปเกรดเป็นแบบเสียเงินเมื่อเราเข้าใจการทำงานและอยากปลดล็อกศักยภาพของมันก็ได้ เช่น ChatGPT จะเป็นตัวที่แนะนำให้เริ่มต้น ถ้าหากจะลองใช้ AI
“AI กิน Data เป็นอาหาร
สำหรับคนทำงานกับข้อมูล Data ที่เป็นขยะก็คือ Junk Food
ถ้ามันกินเข้าไปสุดท้ายออกมาก็เป็น AI โง่ ๆ ตัวหนึ่ง”
คุณมิ้นเล่าว่าอาหารของ AI แต่ละตัวไม่เหมือนกัน Data ที่ ChatGPT ใช้มีการอัปเดตสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นข้อมูลที่เรียนรู้จากการใช้งานของคนจริง ๆ

พอแอดถามถึงความกังวลเรื่องลิขสิทธิ์ในการใช้ Generating AI ที่มักเป็นประเด็นตั้งแต่ช่วงแรก ๆ จนถึงปัจจุบัน คุณมิ้นก็ให้ความเห็นว่า เรากังวลเพราะว่าความไม่รู้ วิธีแก้คือการหาความรู้ ซึ่งลิขสิทธิ์ของรูปจาก AI แต่ละตัวไม่เหมือนกัน ทุกเจ้าก็จะมีเงื่อนไขบอกอยู่แล้ว ชัดเจนบ้าง กำกวมบ้าง เพราะฉะนั้นอย่าไปกังวลกับสิ่งที่ไม่รู้ แค่ไปหาความรู้เพิ่มก็แค่นั้นเองฮะ !

ผู้บริหารเลือกยังไง ? คนมีประสบการณ์ทำงานเก่ง VS คนรุ่นใหม่เก่ง AI มีความคิดสร้างสรรค์
คำถามที่เหมือนจะเลือกยาก และน่าจะต้องใช้เวลาในการคิดนาน แต่คุณมิ้นตอบแอดกลับมาง่าย ๆ ว่า “ก็รับทั้งสองคนเลย คนหนึ่งเอามาคิด คนหนึ่งเอามาทำ” เพราะการทำงาน Data ด้วย AI ควรต้องมี 3 อย่าง คือ
- AI Mindset : เข้าใจความสามารถทั้งหมดของ AI ว่าทำอะไรได้ และเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงด้วย AI เป็นสิ่งที่ดี
- AI Skillset : มีทักษะในการตั้งคำถาม เข้าใจการเขียน Promp ในระดับหนึ่ง จึงมักจะต้องเป็นคนที่มีประสบการณ์
- AI Toolset : อาจจะเป็นคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจการใช้เครื่องมือ แต่ไม่เก่งเรื่องการตั้งคำถาม
ดังนั้นในทีมของคุณมิ้นก็จะมีทั้ง Senior ที่ถนัดในกระบวนการตั้งคำถาม และมี Junior ในการเปลี่ยนคำถามนั้นเป็น Promp แล้วปรับปรุงให้ AI เรียนรู้และตอบได้ตามโจทย์

อีกหนึ่งสกิลที่สำคัญไม่แพ้กันของคนทำงานสาย Data ที่คุณมิ้นบอกว่าขาดไม่ได้เลยก็คือ Communication Skill ฮะ เพราะถ้ารู้เป็นร้อนแต่เล่าไม่ได้ก็เท่ากับคุณไม่รู้ อะโฮ~
“Data ที่สามารถสร้างคุณค่าได้ ดูจาก 3 อย่างคือ
Data ที่มีเป็น Data ที่ดีหรือยัง แล้วมันสร้างคุณค่าอะไรได้บ้าง
สุดท้ายต้องสื่อสาร Data นั้นให้กลุ่มเป้าหมายเข้าใจให้ได้ด้วย”
วิธีพัฒนาทักษะหรือสกิลต่าง ๆ ตามสไตล์ของคุณมิ้นคือเขาจะพยายามใช้ประสาทสัมผัลให้ได้มากที่สุดในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ เช่นถ้าขับรถอยู่ ก็พัฒนาตัวเองได้จากการฟัง Podcast เอย ถ้าอยู่เฉย ๆ ก็ใช้ตาอ่านหนังสือ ถ้ามีเวลาก็เอาตัวไปร่วมสัมมนา ไปเรียนหลักสูตรต่าง ๆ แต่ที่สำคัญที่สุดคือรู้อะไรมาแล้วต้องย่อยมันออกไปด้วยการสอน การแบ่งปันให้คนอื่นรู้ด้วยนะฮะ !
อะโฮ… จากที่แอดสัมภาษณ์คนเก่ง ๆ หลายคนในคอลัมน์ Career Past มา ทุกคนพูดแทบจะเหมือนกันเลยครับว่าถ้ารู้อะไรมาต้องแบ่งปันออกเพื่อจัดระเบียบความคิดของตัวเอง ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจสิ่งต่าง ๆ นั้นได้มากขึ้น ! เพราะฉะนั้น เรียนอะไรมา อย่าลืมแวะมาแชร์ให้แอดฟังบ้างนะ โฮ โฮ โฮ~
สำหรับใครที่กำลังมองหาที่เรียน หรือที่อัปสกิล รีสกิลเกี่ยวกับงาน Data และ AI ไม่ต้องมองตรงไหนไกลฮะ เพราะตอนนี้ทาง RealSmart Academy คลังความรู้ ของคุณมิ้นมีคอร์สน่าสนใจให้เรียนเยอะมาก ! แวะไปส่องแล้วลงทะเบียนเรียนกันได้เลย !
ครั้งหน้าแอดจะชวนให้มานั่งคุยแบ่งปันเรื่องราวการเติบโตในสายงานก่อนจะมาเป็นมนุษย์ Data อีกบ้าง อย่าลืมติดตามกันนะ อะ โฮ โฮ โฮ ~