Menu

ฝันเป็นโปรแกรมเมอร์ แต่ดันได้เป็นประธานบริษัท ‘คุณพงศ์ ไชยพงศ์’ กับเรื่องล้มลุกคลุกคลานก่อนจะเป็น CEO

ตอนเรียนจบใหม่ ๆ พอจะจำได้ไหมฮะว่าตัวเองเคยมีความฝันอยากเป็นอะไรกันบ้าง แอดจำความฝันเรื่องอาชีพไม่ค่อยได้เท่าไหร่ แต่ที่แน่ ๆ คือยากเป็นคนรวยได้นอนสบาย ๆ ฮะ ตอนนี้ได้นอนสบายแล้ว แต่ยังไม่รวย

พูดถึงเรื่องความฝัน วันนี้แอดจะพาทุกคนไปรู้จักคุณพงศ์ ไชยพงศ์ ลาภเลี้ยงตระกูล CEO บริษัท 3DS Interactive ผู้คิดค้น PAM Marketing Automation เครื่องมือที่ช่วยให้เหล่านักการตลาดทำงานตามกลยุทธ์ของธุรกิจด้วย Data Driven กันฮะ

ขอเล่าก่อนว่า ก่อนที่คุณพงศ์จะมาเป็น CEO ทุกวันนี้ เขาก็เป็นนักลองผิดลองถูกแบบเรา ๆ มาก่อนนี่แหละ หาเงินทำทุนออกแบบโปรแกรมไปเรื่อย ๆ เวิร์กบ้าง ไม่เวิร์กบ้าง สุดท้ายเจอว่าตัวเองขยันผิดทาง พอได้ลองอะไรใหม่ ๆ จนค้นพบตัวเอง ทีนี้ก็เหมือนติดจรวดเลยฮะ

ไปดูกันว่าเรื่องราวล้มลุกคลุกคลานของหลานเจ้าของโรงเหล็กที่อยากประสบความสำเร็จเป็นเจ้าของกิจการอย่างคุณพงศ์ เขาได้ผ่านประสบการณ์ชีวิตและการทำงานแบบไหนมาบ้าง ไปอ่านกันเลยฮะ ! อ่ะ โฮ โฮ โฮ ~


เจอทางแยกตั้งแต่เริ่มเรียน ‘คอมฯ VS การตลาด’ ไปทางไหนดี ?

หลังจากที่ลังว่าจะเลือกเรียนคอมฯ หรือการตลาด วิศวะฯ ดี สุดท้ายคุณพงศ์ก็เลือกเรียนวิทยาการคอมพิวเตอร์ โดยให้เหตุผลว่า ตัวเองอยากจะเป็นเจ้าของกิจการหรือเจ้าของผลงานที่ตัวเองสร้างขึ้นมาเอง

ถ้าเลือกคณะวิศวกรรมศาสตร์ จะไปสร้างสะพานสร้างตึก ก็คงต้องสร้างให้คนอื่น การตลาดก็ด้วย กลับกัน ถ้าเป็นงานเขียนโปรแกรม เราสามารถสร้างผลงานออกมาแล้วเป็นเจ้าของได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีคนมาสั่ง แค่มีความรู้เรื่อง Programing กับ Coding ก็ทำได้ ซึ่งปัจจุบันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ถ้าเราอยากสร้างเกมหรือโปรแกรมอะไรก็ตาม แค่ลองเรียนรู้จาก YouTube ก็สร้างได้เลย ไม่จำเป็นต้องเก่งมากในการเริ่มทำ แต่ต้องขยันแก้ ขยันปรับปรุง เรียนรู้ไปเรื่อย ๆ

หลังจากเรียนจบมาคุณพงศ์ก็ลองไปทำงานบริษัทเพื่อเก็บประสบการณ์อยู่ไม่กี่เดือนก็รู้สึกว่าตัวเองก็น่าจะทำเองได้ ก็ออกมาทำโปรแกรมของตัวเองขาย  เป็นโปรแกรม CRM สำหรับบริหารร้านเช่าหนังสือ เช่าวิดีโอ มีคนซื้อไปไม่ถึง 3 คน (แอดคิดว่าน่าจะเป็นเพราะอยู่ในยุคสมัยที่การจัดการออเดอร์ในคอมพิวเตอร์ยังไม่บูมด้วยแหละมั้ง โปรแกรมแบบนี้เลยอาจจะขายให้ร้านเล็ก ๆ ยากหน่อย)


เข้าลูป ‘ลุกแล้วล้ม’ หาเงินจากงานประจำมาหมุนงานในฝัน แต่ก็ไม่เวิร์ก ?

พอเริ่มทำโปรแกรมเอง ก็เริ่มวนเข้าสู่ลูปหาเงิน โปรแกรมแรกไม่เวิร์ก เงินหมดก็กลับไปทำงานประจำใหม่เพื่ออัปสกิลตัวเองและเก็บเงินไปด้วย พอทำได้ 2 ปี ก็ยังไม่ล้มเลิกความฝันจะเป็นโปรแกรมเมอร์ ก็ออกจากงานมาทำเว็บเองอีก ก็ยังขายไม่ได้อีก ก็กลับไปเป็นพนักงานประจำอีก วนอยู่อย่างนั้นจนเริ่มคิดว่าหรือเราเลือก Industry ผิด ? ก็เริ่มกลับมาคิดว่าจริง ๆ เราควรทำ Software ด้านไหนกันแน่

ด้วยความที่ตัวเองสนใจด้าน Marketing อยู่แล้ว แล้วตอนเป็นพนักงานประจำก็ทำงานขึ้นตรงกับทีม Marketing ตลอด เลยคิดว่าหรือจะลองไปสาย Marketing Software ดู

พอคิดได้อย่างนั้น คุณพงศ์ก็ลองเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในบริษัท Marketing Agency เพื่อที่จะได้เรียนรู้งานสายนี้ให้เข้มข้นขึ้น พอได้ลองเข้าไปก็เจองานเข้มจนขมเลย งาน Agency หนักมาก แต่คุณพงศ์บอกว่าเป็นงานที่ทำให้ตัวเองได้เปิดโลก ทำให้รู้ว่าทุกอย่างในธุรกิจมันหมุนรอบการตลาดนี่เอง


ต้นทางของการเปิดบริษัท กับความลับของตัว D ในชื่อบริษัทที่คมบาดใจ !

จุดเริ่มต้นชีวิต CEO ของคุณพงศ์มันก็เริ่มต้นตรงนี้ หลังจากที่ทำ Agency อยู่เกือบ 2 ปี เก็บตังได้ก้อนนึง ก็เข้าสูตรเดิม แต่คราวนี้จับมือเพื่อใน Agency ออกมาเปิดบริษัท 3DS Interactive ด้วยกัน

ให้ทายว่า ตัว D ใน 3DS แปลว่าอะไรฮะ ?
ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก

เฉลย ! ไม่ใช่ Determine หรือ Develope อะไรทั้งนั้นฮะ เลข 3 ตัวแรกคือผู้ก่อตั้ง 3 คน และ S ก็คือคำแสดงนามพหูพจน์ ส่วน D ย่อมาจาก ‘Devil’ ที่แสดงถึงมุมมองของคุณพงศ์ที่ว่า

“นักการตลาดมีหน้าที่เหมือนกับ Devil
ที่มีเป้าหมายถือการชักจูงมนุษย์
นักการตลาดก็ใช้ Skill เดียวกัน
คือต้องรู้ใจและชักจูงให้คนทำในสิ่งที่แบรนด์ต้องการ”


‘PAM’ สินค้าตัวปัง กับการ Pitch งานครั้งแรก “ผมเป็นหนูทดลองให้คุณรึเปล่า”

ปีนี้ 3DS Interactive เป็น Digital Agency ที่อายุครบ 12 ปีแล้ว ย้อนไปเมื่อ Day-1 ที่ต้องการจะสร้าง Devil Plateform ที่รู้ใจคนได้ ก็เริ่มเก็บความรู้และประสบการณ์จากการทำงานให้ลูกค้าแบรนด์ ว่าสิ่งที่เขาจ้างเราทำ เขาต้องการอะไรจากสิ่งนั้น เช่นอยากได้ Engagement เอย Conversion เอย ก็เก็บข้อมูลมาเรื่อย ๆ

จนเข้าสู่ปีที่ 6 ก็เจอ Painpoint ของลูกค้าแบรนด์ว่า พอทำการตลาดหลายแคมเปญเข้าก็ไม่มีการติดตาม Customer Journey ของลูกค้า เช่น กิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีของ สสส. รู้ไหมว่าวัดไหนมีคนเข้ามาสวดเยอะสุด ? แล้วใครมาเข้าสวดกับเราทั้ง 3 ปีบ้าง ? แล้วคนที่มาสวด เขาได้ใช้บริการอื่นของเราไหม ? คำตอบคือไม่รู้เพราะข้อมูลมันอยู่คนละฝั่งกัน

นี่จึงไอเดียที่จุดประกายให้เกิด PAM เครื่องมือ Marketing Automation Platform ที่มาช่วยนักการตลาดให้เก็บข้อมูล วิเคราะห์ และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างรู้ใจ

ขอบคุณรูปภาพจาก PAM Marketing Automation

ซึ่งตอนนั้นเครื่องมือแบบนี้ก็แทบไม่มีในตลาดไทยเลย แอดลองแกล้ง ๆ ถามคุณพงศ์ว่าตอนขายงานลูกค้าเจ้าแรกมีวิธีพูดยังไงให้เขาซื้อ ให้เขารู้ว่ามันเวิร์กหรือไม่เวิร์กสำหรับเขา ก็ได้คำพูดไว้ตอบลูกค้าคม ๆ จากคุณพงศ์มาว่า

“นี่เป็น Solution ที่ยังไม่เคยมี
คุณเลือกได้ว่าจะเป็นคนแรกที่ทำรึเปล่า
หรือจะเป็นแบรนด์ที่ทำตามหลังคนอื่น”


บทบาทที่เปลี่ยนไปของคนทำงานสาย Data เมื่อ AI เข้ามาใน Marketing Automation

จะว่าไปช่วงนี้เทรนด์เรื่อง AI เข้ามามีบทบาทในธุรกิจมากเลยใช่ไหมฮะ แอดเลยได้โอกาสถามเรื่องนี้กับคุณพงศ์ดูว่า ในฐานะที่ดูแลเรื่องการทำ Marketing Automation มาตลอดแล้วเนี่ย พอมี AI เข้ามา คุณพงศ์มองว่ามันจะกระทบกับงานนี้ยังไงบ้างไหม

คุณพงศ์จำแนกให้แอดรู้จักว่าความจริงตอนนี้ AI มันมีอยู่ 2 ประเภท คือ

  1. Predictive AI ซึ่งหลังจากนี้ AI ประเภทนี้จะสามารถตัดสินใจทางการตลาดได้ เช่น ลูกค้าคนนี้มี Lead Score 70% ควรจะให้ Sale ติดต่อไปไหม ติดต่อไปแล้วเขาจะมีโอกาสเป็นลูกค้าไหม 
  2. Generative AI อาจจะสามารถรันสคริปต์หลังจากการทำนายของ Prdictive AI ได้ ว่าลูกค้าคนนี้เป็นแบบนี้ ควรจะคุยกับลูกค้าแบบไหนถึงจะมีโอกาสปิดการขายได้

นี่คือโอกาสที่ Marketing Automation จะได้ใช้ประโยชน์จาก Data โดยที่มีความฉลาดของ AI เข้ามาช่วยอีกแรง ที่สำคัญคือคนทำงานอย่างเราต้องไม่ทำงานได้แค่ด้านเดียวแล้ว แต่ต้องรู้จักและเข้าใจงานของ Sale, Marketing, Social Media, Advertising, Content, E-commerce ฯลฯ ด้วย ต้องทำได้หลายอย่าง

“เพราะตอนนี้เรามี AI มาเป็นเครื่องมือช่วย
ไม่ต้องไปกลัวหรือไปสู้กับมัน ถ้าเราใช้มันได้
มันก็จะเป็นเครื่องมือที่เสริมสร้างประสบการณ์ให้กับเรา”


Soft Skills ที่ต้องการจากคนทำงาน เมื่อโลกเปิดโอกาสให้คู่แข่งต่างชาติเข้ามาแข่งขัน

ยุคสมัยเปลี่ยนไป ความรุ่งเรืองที่เราเคยเป็นดาวรุ่งในตลาด ก็เริ่มมี Startup ดาวรุ่งดวงใหม่ ๆ เกิดเพิ่มขึ้นทุกปี นี่เป็นความท้าทายที่คุณพงศ์มองว่าตอนนี้คู่แข่งไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในประเทศเราประเทศเดียวแล้ว แต่ความสามารถของคนไทยที่จะใช้เครื่องมือจากต่างประเทศก็ถูกพัฒนาด้วยเหมือนกัน

เมื่อก่อนแค่เราดีระดับหนึ่ง ลูกค้าก็ซื้อเราแล้ว แต่วันนี้แค่มาตรฐานดียังไม่พอ เรายังต้องสู้เรื่อง Branding กับโปรดักส์ระดับโลกด้วย นี่คือความท้าทายที่บริษัท Software ไทยต้องเจอ ส่วนพนักงานเองก็มีความท้าทายที่ต้องปรับตัวในยุคของ AI ด้วย

ขอบคุณรูปภาพจาก Chaiyapong Lapliengtrakul

นี่คือ 3 Soft Skills ที่คุณพงศ์บอกว่าขาดไม่ได้ในการทำงานร่วมกับ AI

  1. การเข้าใจมนุษย์ (Empathy) เช่น ทำไมแต่ละคนตอบสนองกับ Message ที่เราส่งไปต่างกับอีกคนหนึ่ง โดยเฉพาะงาน Data ของสายการตลาดที่ควรจะมีสกิลนี้สูง
  2. การเอาไอเดียจากคนกลุ่มแรกมาทำระบบให้ทำงานโดยอัตโนมัติได้ เช่น การทำ Data Analytics เป็นต้น
  3. การนำเสนอ หรือสกิลที่สามารถแปลตารางให้เข้าใจง่ายง่าย สามารถคุยกับผู้บริหารให้เข้าใจงานทั้งหมดได้

นอกจากนี้คุณพงศ์ยังทิ้งท้ายไว้ว่า โดยเฉพาะ Tech-Company ที่ต้องแข่งเรื่องเทคโนโลยีกับตลาดทั่วโลกแล้ว Knowledge, Skill และ Standard คือ 3 สิ่งที่เราต้องการจากพนักงาน


คิดจะย้าย (สาย) ต้องได้ย้าย ลองให้หมดในตอนที่ยังลองได้ แต่อย่าย้ายแค่เพราะ ‘ไม่ได้ดั่งใจ’

ส่วนใครที่กำลังมอง ๆ สายงาน Data หรือ Marketing แล้วกำลังลังเลเรื่องย้ายงานอยู่ คุณพงศ์ได้ให้มุมมองไว้ว่าถ้าเป็นช่วงอายุ 20-30+ การเปลี่ยนงานไม่ใช่เรื่องแปลก แต่คิดให้ดีว่าสาเหตุที่เราอยากจะเปลี่ยนงานคืออะไร

ขอบคุณรูปภาพจาก Chaiyapong Lapliengtrakul

ถ้าสาเหตุเป็นอะไรที่ไม่ควรเอามาเป็นปัจจัยหลัก สมมติเช่น เรื่องคน ก็ขอเบรกไว้ก่อนเลย เพราะเราตั้งใจมาทำงานที่นี่ มันไม่ใช่เพราะเรื่องคน แต่เป็นเพราะว่าเราต้องการเรียนรู้บางสิ่ง คำถามคือเราได้เรียนรู้ในสิ่งที่อยากรู้แล้วหรือยัง มันถึงสุดทางของการเรียนรู้แล้วรึเปล่า ถ้าเรียนแล้วยังไม่สุด ต้องลุยให้สุดก่อน คิดเสมอว่า Day 1 เราเข้ามาเพราะอะไร ก็ต้อง Keep ความตั้งใจนั้นไว้

ถามว่าจะจัดการกับความกลัวในการย้ายงานหรือย้ายสายงานยังไง คุณพงศ์บอกว่าถ้าคิดจะ Jump แล้วก็ไม่ต้องกลัว 

ถ้ามีเป้าหมายที่ชัดเจน การเปลี่ยนงานก็เหมือนเปลี่ยนด่าน
แต่อย่าเปลี่ยนด้วยความเกลียดชังที่เดิม เพราะทุกที่ก็มีปัญหาของมัน
ถ้าอายุ 20+ ก็ไม่ต้องกลัว กลัวว่าอายุ 30 แล้วยังเหมือน 20 ดีกว่า”


คุณพงศ์เป็นตัวแทนของการลองผิดลองถูกเรื่องสายงานด้วยตัวเองคนหนึ่ง แม้ว่าลูปของการทำงานประจำเพื่อเก็บตังออกมาทำงานของตัวเองจะทำให้คุณพงศ์วัย 40 กว่า ๆ มองย้อนกลับไปแล้วรู้สึกผิดอยู่บ้าง แต่ก็อย่างที่คุณพงศ์บอกฮะ เรามีสิทธิ์ลองในตอนที่ลองได้ ดีกว่ามานึกเสียใจในวันที่เปลี่ยนยาก แล้วยังอยู่ที่เดิมจากเมื่อ 10 ปีที่แล้ว

ใครอยากลองย้ายสาย อยากลองตั้งบริษัทของตัวเอง ถ้าพร้อมแล้วก็ลุยเลยฮะ ~

ป.ล. ตอนนี้คุณพงศ์กำลังจะออกหนังสือเล่มใหม่ ‘Personalized Automation Marketing’ ลองไปติดตามหาอ่านกันฮะ !

Author

RELATED ARTICLES

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save