Menu

เส้นทางความเทพ ‘แอดทอย DataRockie’ ที่ใช้ความขยันดันตัว จนเป็น Data Analytics Manager !

เชื่อว่าคนในวงการ Data หลายคนคงจะเคยได้เสพคอนเทนต์ของเพจ DataRockie หรือแม้แต่เคยลงคอร์สเรียนกับเพจนี้กันบ้างแล้ว เพราะด้วยเนื้อหาที่สดใหม่ มีคุณภาพ และมีการสื่อสารด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย ทำให้ DataRockie เป็นเพจคุณภาพอีกเพจนึงที่ปั้นคนสายงาน Data ให้มีความรู้และใช้เป็นทางลัดไต่ตำแหน่งงาน (และเงินเดือน) ที่สูงขึ้นได้

เบื้องหลังคอนเทนต์คุณภาพทั้งหมดของเพจนี้ เกิดขึ้นจากแอดมินหนึ่งเดียวที่ชื่อ คุณทอย กษิดิศ สตางค์มงคล หรือที่ชาวลูกเพจเรียกกันว่า ‘แอดทอย’ นั่นแหละฮะ ที่ถึงจะเห็นคอนเทนต์เน้น ๆ คอร์สเรียนแน่น ๆ แบบนี้แล้ว แต่จริง ๆ ปัจจุบันคุณทอยยังเป็นพนักงานประจำบริษัทใหญ่อยู่ถึง 2 บริษัท ในตำแหน่งที่เกี่ยวกับ Data ด้วย ! พอได้รู้แบบนั้นแล้วแอดก็สงสัยเลยฮะว่าผู้ชายคนนี้เขาไปเอาความไฟแรงและจัดเวลาให้ตัวเองอย่างไร ถึงพาตัวเองมาถึงทุกวันนี้ได้ อะโฮฮฮ ~

เพื่อที่จะสืบเส้นทางการทำงานและการใช้ชีวิตของคุณทอย ก็คงต้องถามกันกับเจ้าตัวตรง ๆ เลย วันนี้แอดเลยขอเอาบทสัมภาษณ์ที่เคยมีโอกาสไปพูดคุยกับ แอดทอยแห่ง DataRockie เกี่ยวกับเส้นทางชีวิตสู่การเป็น Data Analyst มาแชร์ให้เพื่อน ๆ อ่านกันฮะ !


จากเด็กหนุ่มเศรษฐศาสตร์ทำงานใช้ทุนธนาคาร สู่การพลิกสายมาทำ Researcher

จากคำถามเล่น ๆ ที่แอดถามออกไปว่า คุณทอยเก่ง Data ขนาดนี้นี่เติบโตมาด้วยวิถีชีวิตแบบไหน คุณทอยเลยเล่าย้อนไปตั้งแต่สมัยเรียนเลยว่าจริง ๆ ตัวเองไม่ได้สนใจงาน Data ตั้งแต่แรก แต่เริ่มจากการเป็นเด็กคณะเศรษฐศาสตร์ ซึ่งช่วงนั้นก็ได้เรียนพวกวิชาสถิติเยอะ คิดว่าตัวเองเริ่มชอบพวกการวิเคราะห์ข้อมูลมาตั้งแต่ตอนนั้น 

ช่วงฝึกงานตอนปี 3 คุณทอยได้ทุนมาจากธนาคารแห่งหนึ่ง เรียนจบก็ไปทำงานใช้ทุนเขา 1 ปี แต่ไม่ค่อยอินกับงานเลยขอลาออกไปหาความรู้ใหม่ ๆ ด้วยการไปเรียนต่อที่อังกฤษ คุณทอยแอบเล่าว่าตอนนั้นสกิลภาษาอังกฤษของตัวเองยังไม่ถึงขั้น ต้องอ่านหนังสือสอบ IELTS 2 รอบถึงจะผ่านแบบฉิวเฉียดแล้วได้ไปเรียน พอไปถึงก็ต้องไปเรียนปรับระดับภาษาอังกฤษที่นู่นอีก 3-4 เดือน ถึงจะได้เรียน ป.โท ซึ่งตอนนั้นสาขาที่ลงเรียนไปก็คือ MSc Food Economics and Marketing (เศรษฐศาสตร์ด้านอาหาร) ที่ University of Reading แล้วก็ตั้งใจเรียนมาก แทบไม่เที่ยวเลย ผลลัพธ์ก็คือได้เกียรตินิยมกลับมาด้วย อ่ะโฮ !

สิ่งที่คุณทอยบอกว่าเป็นจังหวะชีวิตที่ลงตัวกับดวงพอดี คือพอเรียนจบกลับมา มีเพื่อนแนะนำให้ลองไปสัมภาษณ์งานที่ IPSOS ที่เขากำลังเปิดรับสมัครในตำแหน่งที่สนใจอยู่พอดี เป็นตำแหน่ง Market Researcher ซึ่งคุณทอยเล่าว่าตอนนั้นได้ศึกษาสินค้าในร้านสะดวกซื้อหลายอย่างเลย โดยเฉพาะเครื่องดื่มฮิต ๆ คือผ่านมือมาหมดแล้ว

งานตอนนั้น HR ให้ฐานเงินเดือนเริ่มต้นมาที่ 30,000 บาท ก็ไต่มาเรื่อย ๆ จนครบ 3 ปีก็ได้ 45,000 บาท หลังจากนั้นก็ขอออกไปโบยบินหางานอื่นที่ท้าทายตัวเองขึ้นไปอีก แต่งานนี้ถือว่าเป็นประสบการณ์แรกที่ให้คุณทอยได้แตะงานข้อมูลจริง ๆ เลย (ตอนยื่นลาออก หัวหน้าเสนอเพิ่มเงินเดือนให้อีกเกือบครึ่ง ! )

งานที่คุณทอยลองออกมาท้าทายตัวเองคืองานตำแหน่ง Channel Investment Support Manager ที่ Uniliver แต่ด้วย Culture และเนื้องานในแบบ Marketing ที่ตอนนั้นรู้สึกว่ายังไม่ Fit กับตัวเอง เลยเป็นจุดที่ทำให้คุณทอยอยากออกไปเรียนรู้เพิ่มอีกครั้งผ่านการเรียนการตลาดที่มหาลัยมหิดล แถมได้รับทุน (อีกแล้ว) ไปเรียนต่อที่เยอรมันอีกประมาณครึ่งปี จบมาก็ได้งานเลย โดยคุณทอยขอกลับไปขัดฝีมือตัวเองในตำแหน่ง Researcher เหมือนเดิม (กับที่ IPSOS) เพิ่มเติมเป็น Manager อยู่ที่ DTAC

ขอบคุณรูปภาพจาก DTAC


จังหวะที่งาน Data ไปได้ดี มีหัวหน้าซัพพอร์ต กับการตัดสินใจลาออกมาทำเพจแบบ Full-time ด้วยตัวคนเดียว

ตอนที่คุณทอยเล่าเรื่องการทำงานที่ DTAC แอดรู้สึกได้ว่านี่แหละคือที่ที่ลงตัวกับคุณทอยแล้วหลังจากที่ลองผิดลองถูกในสายงานต่าง ๆ มา โดยในช่วง 2 ปีแรกคุณทอยจับงาน Data Research แล้วหัวหน้าก็เห็นศักยภาพคุณทอยจากการทำเพจ DataRockie ก็เลยชวนให้ย้ายไปทำงานในทีม Data Science หรือในบริษัทจะเรียกว่า CVM (Customer Value Management)

คุณทอยทำที่ CVM อยู่ประมาณ 2 ปี รวมเป็น 4 ปีที่ทำงานกับ DTAC ซึ่งเป็นการทำงานในบริษัทที่นานที่สุด (และรักมากกก~ ที่สุด) ก่อนจะตัดสินใจลาออกมาตั้งใจทำเพจแบบ Full-time เพราะตอนนั้น DataRockie ก็เริ่มมีคนติดตามเยอะขึ้นมาก ๆ และอยากจะมีเวลาทำของตัวเองให้เต็มที่ เกิดเป็นการสอน Data Science Bootcamp ครั้งแรกในเดือนตุลาคม ปี 2020 ปัจจุบันก็กำลังจะเข้ารุ่นที่ 9 แล้วฮะ !

คุณทอยเล่าว่าตอนออกมาทำเพจก็เลี้ยงตัวเองได้ ตอนนี้ DataRockie มีทีมเบื้องหลัง คือ คุณทอยที่ดูแลคอนเทนต์ทั้งหมด กับแฟนที่คอยช่วยดูแลงานเอกสาร อ่ะโฮฮฮ ~ เซอร์ไพรส์มากฮะ คอนเทนต์คุณภาพเยอะขนาดนี้มีคนดูแลแค่ 2 คนเอง ! 


การกลับมาของบอสเก่า กับงานใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม และการควบงาน 2 บริษัทในเวลาเดียว !

1 ปีผ่านไปกับการออกมาทำเพจ DataRockie แบบเต็มตัว วันหนึ่งคุณทอยก็ได้รับโทรศัพท์จาก คุณอู๊ด CMO (Chief Marketing Officer) ของ DTAC ที่เคยเป็นหัวหน้าเก่า เขาย้ายไปทำตำแหน่ง CMO ที่ SAMSUNG (คนปัจจุบัน) แล้วอยากได้คุณทอยไปช่วยงานที่นู่น คุณทอยลังเลอยู่นิดนึงว่าจะกลับไปเป็นพนักงานบริษัทดีไหม แต่สุดท้ายก็ตอบตกลงไป จนตอนนี้ก็ทำที่นี่มาได้ 2 ปีแล้วฮะ

ขอบคุณรูปภาพจาก SAMSUNG

ในระหว่าง 2 ปีนั้น ช่วงประมาณเดือนตุลาคม 2022 คุณเอิร์ธ จาก ADAPTER DIGITAL AGENCY ก็มาขอให้คุณทอยช่วยแบ่งวันไปดูแลงานให้ โชคดีที่ทางคุณเอิร์ธและคุณอู๊ดรู้จักกันอยู่แล้ว เลยดีลเวลากันได้ลงตัว กลายเป็นว่าปัจจุบันคุณทอยทำควบอยู่ 2 งานเลยคือ Digital Analytics Manager ที่ Samsung (วันจันทร์-อังคาร) และ Data Team Lead ที่ ADAPTER (วันพุธ-ศุกร์)

ซึ่งคุณทอยก็ประเมินว่าตัวเองทำได้ค่อนข้างดี แม้แต่งาน Marketing ที่คุณทอยเคยทำแล้วรู้สึกว่าไม่ Fit กับตัวเอง ครั้งนี้คุณทอยก็เลยลองทำในแบบของตัวเอง คือไม่เน้นการใช้เงินเยอะ เพราะเชื่อว่า…

“การพึ่งพาเงินเยอะเกินไป
จะทำให้เรามีความคิดสร้างสรรค์น้อยลง
ความคิดสร้างสรรค์มักเกิดขึ้นตอนที่เราไม่ค่อยมีตัง”

จนตอนนี้เองคุณทอยก็เริ่มมีความสนใจเรื่อง One Person Business จนถึงขั้นไปลงเรียน (อีกแล้ว) Story Brand Guide เพื่อที่จบมาจะได้มี Certified ไปช่วยคนอื่น ๆ ทำธุรกิจของตัวเองได้ด้วย (จิตวิญญาณการสอนของคนนี้เขาสูงจริง ๆ ฮะ ! )


เคล็ด (ไม่) ลับของชีวิต กับการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด

จากทั้งหมดที่แอดเล่ามา เห็นไหมฮะว่าแอดทอยเขามีคุณสมบัติหนึ่งที่ยังคงรักษามาตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษาจนถึงปัจจุบันเลย นั่นก็คือความไฟแรงในการศึกษาเรื่องต่าง ๆ แอดได้โอกาสก็เลยขอถามในฐานะคนที่หมดไฟง่ายว่าคุณทอยมี Motivation อะไรที่ทำให้ตัวเองยังคงมีไฟวิ่งเข้าหาการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ

คุณทอยตอบคำถามนี้ด้วยรอยยิ้มว่า “ก็หลังจากที่รู้ว่าไปเรียนเพิ่มมา ก็ได้เงินเดือนอัปขึ้นเป็น 2 เท่าภายใน 1 ปีนั่นแหละ” (หมายถึงตอนจบจากอังกฤษแล้วมาทำงานที่ IPSOS) คุณทอยเล่าว่าตัวเองมีความเชื่อมั่นในพลังของการศึกษามาก เชื่อว่า ‘Knowledge is Power’

“ยิ่งเรามีความรู้หรือทำอะไรได้มากขึ้นเท่าไหร่ เก่งขึ้นเท่าไหร่
เราก็จะหาเงินได้มากขึ้นเท่านั้น ยิ่งรู้เยอะเราก็ยิ่งทำได้เยอะ
The more you learn, The more you earn”

จากประสบการณ์สอนนักเรียนในคอร์ส 4 เดือนแล้วเขาไปสมัครงานใหม่ ได้เงินเดือนเพิ่มมาถึง 50,000 บาท นี่เป็นสิ่งที่คุณทอยบอกว่ามันน่าภูมิใจมาก และคิดว่าไม่มีการลงทุนไหนที่ทำแบบนี้ได้แล้วนอกจากการศึกษา และการถูกหวย ซึ่งก็ต้องลุ้นเอา…


นายก็เป็นได้นะ ‘Data Analyst’ น่ะ ! ว่าด้วย ‘การวิเคราะห์ข้อมูล’ สกิลที่ทุกคนมีอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ตัว…

เพื่อที่จะขยายความเข้าใจในตัวงาน Data Analystics นี้ให้ฟังดูเข้าใจง่ายขึ้น คุณทอยบอกว่าจริง ๆ เราทุกคนมีความเป็น Data Analyst อยู่ในตัวกันหมด เพราะไม่ว่าเราจะตัดสินใจอะไร ก็เกิดจากการวิเคราะห์ข้อมูลในหัวเราทั้งสิ้น ถ้าใครมี Data ในหัวตัวเองมากกว่า คนนั้นก็จะยิ่งตัดสินใจได้ดีขึ้น

ถ้าให้นิยามอาชีพ Data Analyst ก็คือคนที่เปลี่ยนข้อมูลเละ ๆ ที่ไม่ค่อยมีทิศทาง ให้มันมีทิศทางและกำหนด Direction ของบริษัทได้ดีขึ้นด้วยการหา Insight ในตัว Data แต่กว่าจะได้ Insight มา มันต้องผ่านกระบวนการหลายอย่าง เช่น การทำความสะอาดข้อมูล, การคุยกับ User ทั้งกับในบริษัทเราเองและบริษัทลูกค้า เพื่อจะได้รู้ว่าเขาอยากได้อะไร พอรู้แล้วเราก็ไปดูว่า Data ของเรามันต่อกับเป้าหมายของเขาได้ไหม ถ้าต่อไม่ได้ก็ไปหา Data ใหม่มาเพื่อต่อ สรุปสั้น ๆ คือ

“หัวใจสำคัญของ Analyst คือ เปลี่ยน Data ให้เป็น Information
เปลี่ยน Information ให้กลายเป็น Knowledge
ที่ช่วยตอบโจทย์ User หรือช่วยให้ธุรกิจเติบโตขึ้นได้”

ถ้าจะไปเก่งให้สุดเลย คุณทอยแนะนำให้นัก Data ศึกษาเกี่ยวกับ Marketing ด้วยจะดีมาก ๆ ไม่งั้นถ้าเราเห็นตัวเลข Data ชุดหนึ่งแล้วเราไม่มีความรู้ด้านการตลาดเลย เราก็จะเห็นมันเป็นแค่ 1 ตัวเลขที่ไม่มีความหมายอะไร แต่ถ้าเรามีสกิล Marketing ด้วย เราก็จะรู้ว่าตัวเลขนั้นมีความสำคัญกับธุรกิจยังไง แล้วหยิบมันมาตีโจทย์หลาย ๆ อย่างได้แม่นยำมากขึ้น เพราะจริง ๆ แล้วงาน Data Science ถูกเอามาใช้ในสายการตลาดเยอะมาก เช่น Digital Ad / Performance คือเน้น Data ล้วนๆ

“ใคร ๆ ก็เป็น Data Analyst ได้”… จริงเหรอ ?

คุณทอยขอเบรกว่า จริงอยู่ ที่บอกว่าทุกคนเป็น Data Analyst ได้ ซึ่งตอนนี้เราก็เป็นอยู่แล้ว แค่ไม่รู้ตัว แต่ถามว่าถ้าเราจะเรียกตัวเองว่าเป็น ‘Professional Data Analyst’ คือกินนอนกับอาชีพนี้เลย ก็ต้องมีสกิลที่ Advance ขึ้นนิดนึง

ตัวอย่างเช่น การใช้ Spreadsheet ที่คล่องกว่าคนอื่น, ใช้ Excel ได้, Google Sheet เป็น, มีความสามารถในการเขียน SQL ดึงข้อมูลจาก Database, รู้จักการสร้าง Dashboard, มีความเข้าใจในเรื่องสถิติสูงกว่าคนทั่วไป, เข้าใจ Regression, รู้จักการ Build Model 101 เป็นต้น สกิลพวกนี้คือสิ่งที่ทำให้เราเข้าใกล้การเป็น Professional ได้มากขึ้น

(แอดแอบบอกว่าตอนนี้คุณทอยเขามีเปิด Bootcamp รุ่น 9 แล้วด้วยนะ แพ็กเกจความรู้แน่นสุด ๆ ใครอยากเพิ่มความรู้เพื่อเทิร์นตัวเองเข้าสายงานนี้ ก็ลองไปส่องในเพจ DataRockie กันได้ฮะ)


3 Soft Skills ที่ขาดไม่ได้ ถ้าอยากทำงานสาย ‘Data Analystics’

นอกจาก Hard Skill แล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันในการทำงานยุคนี้ก็คือ Soft Skill ที่ซัพพอร์ตการทำงานร่วมกับทีม และเนื่องจากคุณทอยมีประสบการณ์ในการร่วมทีมกับบริษัทเล็กใหญ่มาเยอะ เลยได้แชร์ 3 Soft Skills ที่คุณทอยแนะนำว่าควรต้องมี คือ

  1. Growth Mindset : ความคิดที่จะเปิดรับและพร้อมเรียนรู้ด้วยตัวเองอยู่เสมอ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่คุณทอยอยากให้ทุกคนมี ไม่ว่าสายงานไหน Self Learning คือ Mindset ที่หัวหน้าทีมหลายบริษัทมองหา
  2. Communication Skill : ถ้าพูดไม่รู้เรื่อง สื่อสารไม่ได้ งานที่เราทำก็ไม่มีความหมาย
  3. Priority Management Skill : จัดลำดับความสำคัญในชีวิตเราให้ได้ ว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญให้โฟกัสสิ่งนั้นก่อน อะไรที่ไม่สำคัญยังไม่ต้องไปยุ่งกับมัน ยิ่งช่วงนี้มีเครื่องมือใหม่ ๆ เข้ามาเยอะ จัดความสำคัญให้ได้ว่าตัวเราต้องเรียนรู้อะไรก่อน ก่อนที่จะไปเรียนสิ่งใหม่นั้น พื้นฐานที่เรามีอยู่ตอนนี้เราทำดีพอรึยัง 

อีกอย่างนึงที่สำคัญมากถ้าอยากทำงานบริษัทใหญ่คือ ภาษาอังกฤษ ส่วนมากบริษัทใหญ่ ๆ จะมีโปรเจกต์ดีลงานกับ Outsource ต่างชาติ ซึ่งจริง ๆ ก็ควบกันมากับ Communication Skill ที่แค่พูดไทยให้รู้เรื่องว่ายากแล้ว แต่การสื่อสารภาษาอังกฤษให้เข้าใจครบถ้วนนี่เป็น Next Level ที่ท้าทายคนที่อยากเข้ามาทำงานในบริษัทใหญ่สุด ๆ

“English is the new programming language.
ก่อนที่จะไปเรียนภาษา R, Python เอาภาษาอังกฤษให้ดีก่อนเลย
เพราะถ้าได้ตรงนี้มันจะปลดล็อคอะไรให้เราอีกหลายอย่าง”


How to เข้าทำงานบริษัทใหญ่ ‘ไม่มีประสบการณ์’ ต้องทำยังไงให้ HR ร้องว้าว !!

ก่อนที่เราจะคุยไปถึงเรื่องนี้กัน แอดกับคุณทอยก็ได้เมาท์กันว่าปัจจุบันนี้เรามีโอกาสให้แม้แต่นักศึกษาหรือ First Jobber ได้ทดลองฝีมือตัวเองจากเวทีต่าง ๆ เยอะเลย เก็บพอร์ตก็ง่ายขึ้น คุณทอยก็มีพูดคั่นขึ้นมาว่าจริง ๆ แล้วถ้าอยากฝึกฝนอยากให้เราลองไปหา Data มาลองทำดูเองดีกว่า (ลองเอา Data มาเปลี่ยนเป็น Information > Knowledge > Insight) เพราะเวทีส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ Data ของจริงเรามาใช้ ถ้าอยากจะปราบเซียนตัวเองให้ไปหา Data จริง ๆ มาแก้โจทย์เองจะพัฒนาตัวเองได้ดีกว่า โจทย์คือหยิบ Data มาทำให้เกิดประโยชน์ เช่น เอาข้อมูล Facebook Page มาลองวิเคราะห์ก็ทำออกมาเป็น Portfolio สวย ๆ ได้แล้ว ~

ขอบคุณรูปภาพจาก DataRockie

แต่เข้าเวทีประกวดมันได้พอร์ตใช่ไหมล่ะฮะ ? หลายคนเลยลงเข้าประกวดเพราะอยากได้พอร์ตดี ๆ แอดถามประเด็นนี้กับคุณทอยไป คุณทอยก็อธิบายว่าความจริงจะไปสมัครงานที่ไหน ก็ให้ดูว่าที่นั่นเขาต้องการคนแบบไหนไปทำงานอะไร แล้วเราก็ค่อยทำพอร์ตไปให้ตอบโจทย์กับงานเขา ไม่ต้องไปตามเก็บเกียรติบัตรหรือ Certificate อะไรมากมาย

“เพราะสุดท้ายแล้ว Point ของการหาคนมาทำงาน
ก็คือ คน ๆ นั้นสามารถทำงานให้เขาได้รึเปล่าแค่นั้นเอง”

ปัญหาที่หลายคนเคยไปคุยกับคุณทอยว่า เราไม่ได้จบตรงสายมา ไม่มีประสบการณ์ทำงาน จริง ๆ คุณทอยอยากแนะนำว่าเราอาจจะสร้างโปรเจกต์ออกมาให้เขาดูว่าเราก็ทำได้เหมือนคนมีประสบการณ์ 1-2 ปี ทำให้เขารู้จาก Portfolio ว่าเราตอบโจทย์เขาได้ เขาก็รับเราเข้าทำงานแล้ว หลัก ๆ สำคัญสุดเลยคือ SQL Database ต้องรู้, Dashboard ต้องทำได้, Google Sheet, Excel คือพื้นฐานที่ต้องทำได้ ถ้าทำไม่ได้ให้ลองเรียน ลองฝึกทำ เพิ่มทักษะตรงนี้มาก่อน เพราะบางทีเรามีโอกาสสัมภาษณ์แค่ครั้งเดียว จะได้ไม่เปลืองโอกาสนะ


ฟังไว้นะ ใครที่คิดอยากเปลี่ยนงาน “โอกาสมีไว้สำหรับคนที่พร้อม”

เพื่อน ๆ เป็นกันใช่ไหมครับ ความว้าวุ่นที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนงาน ใจนึงก็อยากย้าย ใจนึงก็กลัวที่ใหม่จะไม่ดีเท่าเดิม

ดูจาก Career Path ของคุณทอยแล้วจะเห็นว่าในวัย 36 ปี ก็มีจุดเปลี่ยนเรื่องการทำงานมาเยอะ แอดเลยขอถามถึงการตัดสินใจในการเปลี่ยนงานของคุณทอยแต่ละครั้งว่ามีวิธีคิดเพื่อลดความว้าวุ่นในใจอย่างไรในช่วงเปลี่ยนผ่านแบบนี้บ้าง

ขอบคุณรูปภาพจาก DataRockie

คุณทอยก็ตอบด้วยท่าทางสบายใจว่าเพราะตัวเองมีการเตรียมพร้อมความรู้อยู่ตลอด เวลาที่ต้องเปลี่ยนงาน เลยเหมือนว่ามีโอกาสเปิดรับเราอยู่เสมอ เปิดแพลตฟอร์มหางานตัวไหนมา ก็สมัครได้แทบจะทุกบริษัท เพราะเรามีความรู้ความสามารถที่พร้อมทำทุกงาน จึงเป็นข้อพิสูจน์ว่าการลงทุนกับความรู้ที่ผ่านมามันคุ้มค่าแล้ว ไม่ต้องคอยว้าวุ่นเรื่องที่ทำงานใหม่ว่าเราจะทำได้หรือไม่ได้

“โอกาสมีไว้สำหรับคนที่พร้อม
ถ้าอยากมีโอกาสเยอะก็เริ่มเรียนได้เลย ไม่ต้องไปรออนาคต
อย่าไปเริ่มเรียนในวันที่สายไปแล้ว”

คุณทอยแชร์ให้ฟังว่า ในช่วงที่ผ่านมา มีหลายบริษัทที่ต้อง Lay Off พนักงานออก ก็เห็นว่าบางคนก็เพิ่งจะขยันทำงาน ขยันอัปสกิลขึ้นมาในตอนนั้น คำถามคือทำไมถึงไม่ขยันกันตั้งแต่วันนี้เลย อย่าให้มีใครหรือสถานการณ์ไหนมาบังคับให้เราเรียน เราต้องเลือกเรียนด้วยตัวเอง เริ่มที่วันนี้เลย ! “Your Life, Your Choice” นะฮะ ! คุณทอยเขาบอกมา ~


เป็นไงบ้างฮะ อ่านแล้วทำให้รู้จักคุณทอยเพิ่มมากขึ้นเลยใช่ไหม แอดคุยกับเขาจบก็มีไฟอยากเริ่มหาคอร์สเรียนมาประดับสมองบ้างแล้ว ฮะ ฮะ โฮฮฮ ~

ไม่ใช่แค่ Data Analyst เท่านั้น แต่ใครที่อยากเข้ามาทำงานในวงการ Data ก็อย่าลืมหมั่นฝึกฝนสกิลตัวเองให้เยอะ ๆ เลยนะฮะ คราวหน้าแอดจะชวนชาว Data คนไหนมาพูดคุยเรื่อง Career Path กันอีก อย่าลืมติดตามกันได้ที่ DATAHOLIC เลย อ่ะโฮฮฮ ~

Author

RELATED ARTICLES

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save